วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เครือข่ายอินเทอร์เน็ตปลอดภัยและสร้างสรรค์

ข้อมูลที่เต็มไปด้วยนานาสาระประโยชน์อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์
  • ออนไลน์ปลอดภัย

  •  

        1. ระมัดระวังเรื่องการให้ข้อมูลส่วนตัวบนเน็ต เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ชื่อหรือสถานที่ตั้งโรงเรียน ที่ทำงานพ่อแม่ เบอร์โทรของพ่อแม่ หรือข้อมูลส่วนตัวอื่นใดที่ผู้ไม่ประสงค์ดีอาจนำมาใช้ในการติดต่อหนูหรือ ครอบครัวของหนู
        2. ไม่ส่งรูปภาพส่วนตัวให้เพื่อนออนไลน์ รวมถึงจะไม่โพสต์รูปภาพส่วนตัวบนเว็บไซต์ เพราะภาพของหนูอาจถูกนำไปตัดต่อหรือใช้เพื่อการอื่นใดที่ทำให้เกิดความเสีย หายหรือเป็นอันตราย
        3. ไม่นัดพบกับเพื่อนออนไลน์โดยเด็ดขาด
        4. ไม่โต้ตอบกับบุคคลหรือข้อความที่ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ
        5. รีบบอกพ่อแม่หรือครูทันที หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่หยาบคาย ไม่เหมาะสม ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจทั้งหลายทั้งปวง
        6. ขออนุญาตพ่อแม่ก่อนดาวน์โหลดหรือติดตั้งซอฟต์แวร์ใดๆ ลงบนเครื่อง
        7. ไม่บอกรหัสผ่านกับใครแม้แต่เพื่อนสนิท ยกเว้นพ่อแม่เท่านั้น
        8. พูดคุยกับพ่อแม่เพื่อร่วมกันกำหนดกฎกติกาการออนไลน์ของหนู เป็นต้นว่า จำนวนชั่วโมงการใช้งานต่อวัน กิจกรรมออนไลน์ที่ทำได้และทำไม่ได้ พื้นที่ต้องห้ามบนเน็ต ฯลฯ และหนูจะ ไม่พยายามฝ่าฝืนกฎกติกานี้ นอกจากจะได้รับอนุญาต
        9. จะเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ดี จะหยุดคิดก่อนเสมอว่าสิ่งที่หนูจะทำนั้นไม่เป็นการผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม และไม่เป็นอันตรายต่อตัวหนูเองหรือผู้อื่น
        10. ช่วยสอนพ่อแม่ให้เข้าใจวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อครอบครัวของเราจะได้มีเวลาเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีความสุข



  • เขียนบล็อคปลอดภัย

  •  

     อย่าเขียนหรือใส่อะไรที่อาจทำให้เสียใจภายหลัง เช่น รูปภาพหรือข้อมูลส่วนตัว ความลับ ข้อความด่าทอ ดูหมิ่น ทำให้ผู้อื่นเสียหาย
    เพราะ เราไม่รู้ว่าใครจะมาอ่านหรือนำไปใช้อย่างไรบ้าง เคยมีคนตกงานเพราะเขียนนินทาเจ้านายไว้ใน blog ที่คิดว่าส่วนตัวแล้ว แฟนขอเลิก
    เพราะ บังเอิญเจอไดอารี่ออนไลน์บันทึกรายชื่อแฟนเก่ายาวเหยียด และเคยมีเด็กถูกลักพาตัวจากบ้านเพราะใส่ชื่อ ที่อยู่ และรูปถ่ายไว้ใน blog
      ไม่ใส่รูปภาพ ไฟล์ โปรแกรม เพลง หรืออะไรที่ละเมิดลิขสิทธิ์มา
      จงระลึกไว้เสมอว่าอะไรที่ถูกโพสท์ขึ้นอินเทอร์เน็ตแล้ว มันจะอยู่ถาวรตลอดไป และอินเทอร์เน็ตก็เป็นเวทีสาธารณะ สิ่งที่คุณเขียนหรือใส่เข้าไปจะถูกค้นพบโดยง่ายด้วยโปรแกรมสืบค้น (Search Engine)
     เรียนรู้วิธีการใช้ blog อย่างละเอียด ไม่ใส่ข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป และรู้จักวิธีการเซตเพื่อจำกัดกลุ่มผู้อ่านและผู้ที่จะเข้ามาเขียน blog ของเรา



  • ท่องเว็บปลอดภัย

  •  

    ข้อควรระมัดระวังในการท่องเว็บไซต์ มีอยู่ 2-3 ประเด็น

     ข้อ แรก คือ การเข้าถึงเว็บไซต์ลามก ความรุนแรง การพนัน สิ่งผิดกฎหมาย หรือสิ่งที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ เด็กและเยาวชนอาจถูกชักชวน ชี้นำ กระทำการเลียนแบบ ถูกหลอกล่อให้กระทำ สั่งซื้อสินค้าหรือบริการ ทำสิ่งที่อาจขัดต่อกฎหมาย วัฒนธรรม ศีลธรรม เข้าข่ายไม่เหมาะสมได้ โดยอาจตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
     ข้อ ที่สอง คือ บางเว็บไซต์ขอให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล์ รูปถ่าย ข้อมูลของพ่อแม่ งานอดิเรก กิจวัตรประจำวัน สัตว์เลี้ยง ฯลฯ โดยให้เหตุผลว่าต้องทำก่อนถึงจะเข้าใช้เว็บไซต์ได้ หรือเพื่อปรับปรุงข้อมูลและบริการให้ถูกใจเรามากยิ่งขึ้น จำไว้ว่าเรากรอกเท่าที่จำเป็นและเฉพาะเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ และต้องมีนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแสดงบนเว็บไซต์เท่านั้น ระมัดระวังเว็บไซต์ปลอมที่ถูกสร้างมาเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว หรือให้ข้อมูลเท็จเพื่อหวังประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง
     ข้อ ที่สาม คือ ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด แช็ตรูม หรือการเขียนเว็บบล็อก (weblog) ใช้ภาษาสุภาพ อย่าดูหมิ่นหรือละเมิดผู้อื่น อย่าใส่ข้อมูลส่วนตัวมากเกินไปในเวทีสาธารณะอย่างแช็ตรูม เว็บบอร์ด หรือเว็บบล็อก เพราะเราไม่รู้ว่าใครจะมาอ่านบ้าง และจะเอาข้อมูลของเราไปใช้ในทางไม่ดีหรือไม่



  • แช็ตปลอดภัย

  •  

     อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับเพื่อนแช็ต
     อย่านัดพบกับเพื่อนแช็ต เพราะ อาจเป็นมิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดี
     ระลึกไว้เสมอว่า สิ่งที่เพื่อนแช็ตบอก อาจไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป
     ระมัดระวังเป็นพิเศษ กับเพื่อนแช็ตที่มีข้อเสนอหรือข้อแนะนำที่ดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง
     ถ้ารู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่ดีขณะแช็ต ก็เลิกแช็ตได้ทันที
     บล็อกเพื่อนแช็ตที่ข่มขู่ คุกคาม หรือทำให้รู้สึกไม่ดี



  • อีเมลปลอดภัย

  •  

      อย่าเปิดเมล์จากคนแปลกหน้า หรือถ้าเปิดก็อย่าคลิกลิงค์ เปิดไฟล์แนบ โต้ตอบ หรือกระทำการใดๆ ตามที่เมล์บอก จนกว่าจะปรึกษาพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้เสียก่อน
     อย่านัดพบกับเพื่อนอีเมล์ เพราะอาจเป็นมิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดี
     อย่าส่งข้อมูลส่วนตัวทางอีเมล์ เพราะข้อมูลอาจรั่วไหล หรือตกไปอยู่ในมือผู้ไม่ประสงค์ดีได้
     อย่าโต้ตอบกับอี เมล์หยาบคาย ข่มขู่ คุกคาม หรืออีเมล์ที่ทำให้ไม่สบายใจ จดชื่ออีเมล์นั้นไปแจ้งพ่อแม่หรือครู เพื่อจะได้ทำการปิดกั้นหรือจัดการอย่างใด
     อย่างหนึ่งตามความเหมาะสมต่อไป
     อย่าตอบเมล์โฆษณา ขายสินค้า (spam mail) เพราะรังแต่จะทำให้ได้รับเมล์โฆษณามากยิ่งขึ้น ถ้าทำได้ควรปิดกั้น spam mail โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือประสานงานกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

    รู้จักกับมิติใหม่ของการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต VOIP

    หลังๆนี้หลายคนอาจได้ยินคำศัพท์ใหม่ๆ อาจเห็นคำว่า VOIP ได้ทั่วไป ผมจะพาท่านมารู้จักกับการสื่อสารข้อมูลเสียงผ่านอินเตอร์เน็ต VOIP กัน

    รู้จักกับ VoIP
    ข้อมูลจาก Tech-FAQ

    ย่อมาจากคำว่า Voice over Internet Protocol เป็นการสื่อสารโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยปกติหากเราใช้โทรศัพท์ข้ามประเทศ แน่นอนว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ถึงแม้ว่าจะมีบริการพวก 007 008 009 เหลือแค่นาทีละ 9 บาทก็ตาม แต่ก็ยังนับว่าราคาสูงมากอยู่ดี โดยใช้หลักการในการส่งผ่านข้อมูลโดยผ่านระบบเครือข่ายโดยใช้เลข IP ของอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

    โดยอินเตอร์เน็ตจะมีเหมือนตัวเลขกำกับ คล้ายๆกับบ้านเลขที่ คือ Internet Protocol (IP) ใช้ในการจำแนกและลำดับข้อมูลในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยได้นำมาประยุกต์ใช้กับการโทรศัพท์ข้าวประเทศโดยใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นสื่อกลาง

    ความรุ่งเรืองของ VoIP


    ไดอะแกรมของการเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต
    ไดอะแกรมของการเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต

    (ภาพประกอบทางอินเตอร์เน็ต จาก http://www.callthainetwork.net/pac2phone/ )

    แน่นอนว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ก็เพื่อจะลดค่าใช้จ่าย สำหรับการบริการโทรศัพท์ผ่านVoIP นั้นได้รับความนิยมมาก เพราะว่าค่าโทรข้ามประเทศถูกมากๆ และสามารถคุยได้ทั่วโลก แต่ก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ ไม่ใช่ว่าใช้โทรศัพท์ธรรมดาๆโทรได้ ที่แน่นอนที่สุดคือ "ราคาถูก" ทำให้ไดรับความนิยมอย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าอะไรที่ถูกและง่าย คนต้องใช้อยู่แล้ว จริงไหมครับ

    VoIP เป็นการเชื่อมต่อเพื่อติดต่อสื่อสารผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยมีค่าบริการรายเดือนในแบบ VoIP นอกจากนี้ยังต้องเสียค่าอินเตอร์เน็ตแบบปกติด้วย แน่นอนว่าสายหลุดอาจไม่ค่อยพบ ยกเว้นอินเตอร์เน็ตมีปัญหา

    แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ราคาค่าบริการโทรแบบ VoIP บวกค่าบริการอินเตอร์เน็ต อาจถูกกว่าการโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศ แม้จะว่าใช้บริการ 007 008 หรือ 009 ก็ยังแพงกว่า VoIP อยู่ดี

    การโทรศัพท์ผ่าน VoIP

    มี 3 รูปแบบหลักๆคือ
    1. การใช้โทรศัพท์เฉพาะ
    2. ใช้โทรศัพท์ธรรมดาผ่าน VoIP adapter เพื่อแปลงสัญญาณ
    3. ใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต พูดคุยโดยใช้ไมโครโฟรและลำโพง

    รูปแบบการสื่อสารผ่าน VoIP Calls

    จะต้องใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ VoIP telephone โดยปลายทางจะต้องมีอุปกรณ์ VoIP ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าจะโทรเข้าโทรศัพท์บ้านธรรมดาเลย เพียงแต่ว่า ทั้ง 2 ฝั่งจะต้องขอหมายเลขแบบ VoIP ต่างหาก โดยมีค่าบริการรายเดือนเช่นเดียวกับโทรศัพท์ทั่วๆไป แต่เราสามารถโทรเข้าโทรศัพท์ธรรมดาได้เช่นเดียวกัน แต่จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ PSTN (Public Switched Telephone Network) ด้วย

    โดยการโทรจากอุปกรณ์ VoIP ผ่านระบบ PSTN จะเรียกว่าเป็นการโทรแบบ "PC-to-Phone" คือการโทรจากคอมพิวเตอร์ไปยังโทรศัพท์ธรรมดานั่นเอง ที่เรียกแบบนี้ อุปกรณ์ VoIP อาจไม่ใช่คอมพิวเตอร์พีซีก็เป็นได้

    อีกแบบหนึ่งคือการโทรจากอุปกรณ์ VoIP ไปยังอุปกรณ์ VoIP อีกเครื่องหนึ่ง เราเรียกว่า "PC-to-PC" ก็คือคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เครื่องจะต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และมีโปรแกรมสำหรับรองรับ VoIP ทั้งต้นทางและปลายทาง

    จรรยามารยาทในการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Netiquette)

    เครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีกลไกที่ก่อเกิดพฤติกรรมเสมือนสังคมแห่งความเป็น จริงสังคมหนึ่ง เพียงแต่ในบางครั้งผู้ใช้อาจไม่แสดงตัวตน บทบาท หรือปฏิบัติตามแบบแผนทางสังคมอย่างเช่นที่ตนได้ ปฏิบัติอยู่ ดังนั้น การใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงประกอบไปด้วยกลุ่มบุคคลที่ซื่อสัตย์ทั้ง ต่อตัวเอง และต่อผู้อื่น และกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมในทางตรงกันข้าม

    ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย ทั้งผู้ใช้งานที่เพิ่งเริ่มรู้จักสังคมอินเทอร์เน็ตและผู้ใช้งานที่มี ประสบการณ์สูง ควรมีแนวปฏิบัติเพื่อปัองกันรักษาตนเองและสังคมแห่งนี้ ให้เป็นสังคมที่ประกอบด้วย กิจกรรมที่สร้างสรรค์มากกว่าทำลาย ตลอดจนเป็นสังคมแห่งการกระจายข้อมูลข่าวสาร ความรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อการสร้างเสริมปัญญาให้กับมนุษย์สืบไป

    Rule 1: Remember the Human
    ปฏิบัติกับผู้อื่นเหมือนกับที่เราอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตัวเราเอง หรือคำนึงถึงใจเขาใจเราในการ สื่อสารข้อมูลด้วยถ้อยคำบนอินเทอร์เน็ต

    Rule 2: Adhere to the same standards of behavior online that you follow in real life
    ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ จารีตประเพณี ศีลธรรม จริยธรรม ตลอดจนบรรทัดฐานอื่นๆ ที่พึงปฏิบัติ ในสังคมอินเทอร์เน็ตเฉกเช่นที่พึงปฏิบัติในสังคมโลก

    Rule 3: Know where you are in cyberspace
    ใช้เวลาอย่างพอเพียงเพื่อศึกษากฎ ระเบียบ วิธีปฏิบัติ หรือข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นของสังคม อินเทอร์เน็ตแห่งนั้นก่อนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ

    Rule 4: Respect other people's time and bandwidth
    ระมัดระวังการเขียนหรือส่งข้อความต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตเพื่อไม่ให้ผู้อ่านหรือรับข้อมูลเสียเวลา เปล่าในการอ่านข้อความที่ไม่มีประโยชน์หรือสาระใดๆ และให้ประหยัดการใช้ช่องทางการสื่อสารบน อินเทอร์เน็ตเพื่อส่งข้อมูลเท่าที่จำเป็น ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านหรือรับข้อมูลไม่เสียเวลาในการอ่านข้อมูลที่ไม่ เป็นความจริง ไม่จำเป็น ไม่มีประโยชน์ หรือไร้ซึ่งสาระ

    Rule 5: Make yourself look good online
    ใช้ภาษาที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เพื่อให้การสื่อสารด้วยถ้อยคำเป็นไปอย่างถูกต้องตาม หลักภาษา ตรวจสอบในเนื้อหาว่าเป็นภาษาที่เข้าใจได้ ชัดเจน และส่งมอบในสิ่งที่ต้องการสื่อสาร หรือไม่ รวมทั้งใช้ภาษาที่สุภาพชนทั่วไปพึงใช้ ไม่ใช้ภาษาที่ก่อให้เกิดการแตกแยกหรือเสียดสี

    Rule 6: Share expert knowledge
    ร่วมแบ่งปันความรู้ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้แก่สังคมอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สังคมนี้เป็นสังคมแห่ง ความรู้และเติบโตอย่างยั่งยืน

    Rule 7: Help keep flame wars under control
    ช่วยกันหลีกเลี่ยงสงครามแห่งการโต้แย้งกันที่ไม่รู้จักจบ การอภิปรายกันอย่างมีเหตุมีผลเป็นสิ่ง ที่ก่อเกิดสิ่งดีๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอินเทอร์เน็ตต่อไป แต่การโต้แย้งกันหรือถกเถียงกันด้วย อารมณ์และความรู้สึกจะไม่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ใดๆ กับสังคมอินเทอร์เน็ต

    Rule 8: Respect other people's privacy
    เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันบนอินเทอร์เน็ต ไม่บุกรุกหรือเข้าถึงข้อมูลส่วน บุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

    Rule 9: Don't abuse your power
    ไม่ใช้อำนาจที่มีในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในทางที่ผิด (เช่น ไม่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลระบบเพื่อ เข้าถึงหรือเปิดดูอีเมล์ของผู้อื่น เป็นต้น)

    Rule 10: Be forgiving of other people's mistakes
    ให้อภัยผู้อื่นสำหรับการกระทำที่ผิดพลาด เพื่อให้สังคมอินเทอร์เน็ตเป็นสังคมที่น่าอยู่และถ้อยที ถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน หากต้องการติหรือเตือนในสิ่งที่ผิดพลาด ให้กระทำอย่างหวังดี เหมาะสม และ สุภาพ

    วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    วิธีการป้องกันการถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวบนเน็ต ไปใช้

    ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยที่การหลอกขโมยข้อมูลต่าง ๆ  ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ของพวกมิจฉาชีพ แต่ก็ยังมีผู้ตกเป็นเหยื่อของอาชญกร อินเตอร์เน็ตพวกนี้อยู่เรื่อง ๆ ล่าสุดกรณีของ “เชอรรี่ หนูผี” ที่ถูกขโยข้อมูล อีเมล์ ไปใช้โดยการหลอก ให้กรอกข้อมูลต่าง ๆ ผ่านทางอีเมล์ ก็เป็นอีกกรณ๊ หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งาน อินเตอร์เน็ตทุกวันนี้ต้องมีความระมัดระวังตัวกันมากขึ้น และบทความด้านล่างนี้ ทางกอง บก.ของ ARIP.CO.TH ได้เขียนขึ้นเพื่อให้เป็นแนวทางให้ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตนำไปปฏิบัติเพื่อ ป้องกันตนเองจากการถูกขโมยข้อมูล  เห็นว่ามีประโยชน์ดีเลยหยิบมาให้ได้อ่านและศึกษากัน เพื่อป้องกันตัวเองครับ.
    1. การอนุญาตให้แชร์ข้อมูลส่วนตัว แนะนำให้ลงทะเบียนในเว็บไซต์เฉพาะช่องที่ทางเว็บไซต์ต้องการข้อมูล จริงๆ ส่วนช่องอื่นๆ พิจารณาดูตามความเหมาะสม จากนั้นกวาดสายตาหาเช็คบ๊อกซ์ที่ระบุว่า มีการแชร์ข้อมูลส่วนตัวของคุณ ทางดีควรปฏิเสธการแชร์ข้อมูลจะดีกว่า ด้วยการเลือก หรือไม่เลือกเช็คบ๊อกซ์นั้น (อ่านเงื่อนไขก่อนนะครับว่า การเลือก หรือไม่เลือกนั้นหมายความว่าอย่างไร?)
    2. ธุรกรรมออนไลน์ต้องมีกุญแจล็อค ทุกครั้งทีทำธุรกรรม ออนไลน์ ให้สังเกตสัญลักษณ์ที่เป็นรูปแม่กุญแจล็อค (Lock) ทีบริเวณแถบสถานะ (Status bar) ที่อยู่ด้านล่างของบราวเซอร์ และ https:// ที่ปรากฎเป็นคำแรกในช่องแอดเดรสบาร์ (Address Bar) ซึ่งการปรากฎของข้อมูลทั้งสองอย่างนี้จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่า ข้อมูลของคุณได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัย
    3. ระวังฟิชชิ่ง (Phising Scam) หากได้รับอีเมล์แจ้ง ปัญหาเกียวกับบัญชี (username, password หรือหมายเลขบัญขีธนาคาร) การใช้บริการของธนาคารออนไลน์ หรือสถาบันการเงินออนไลน์ต่างๆ อย่าคลิกลิงค์ที่ปรากฎในอีเมล์ หรือให้ข้อมูลกลับไป (เช่นกรณีทีเกิดกับคุณ “เชอรี่ ผุงประเสิร์ฐ” ซึ่งหากอีเมล์นั้นใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ด้วยอาจจะยิ่งอันตราย เพราะผู้ไม่หวังดีอาจใช้อีเมล์นี้ในการร้องขอพาสเวิร์ดอัตโนมัติ หรืออ้างว่าลืมจากทางธนาคารได้) ควรจะคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ธนาคาร เพื่อตรวจสอบว่า แอคเคาต์ของคุณมีปัญหาจริง หรือไม่? ซึงหากพบว่า ปกติดี ให้คุณรีบแจ้งทางธนาคารให้ทราบว่า มีการโกงในลักษณะนี้ เพื่อจะได้ไม่เกิดความเสียหายกับผู้อื่นด้วย อ้อ…อย่าตกม้าตายด้วยการลืม Log out (Sign out) ทุกครั้งที่ใช้อีเมล์ หรือบริการเหล่านี้ด้วยนะครับ
    4. ใช้บราวเซอร์ทีมีระบบการป้องกันฟิชชิ่ง บราวเซอร์ IE, Firefox จะมีระบบตรวจจับเว็บไซต์ปลอม โดยจะแสดงผลเน้นชื่อโดเมนของเว็บไซต์ให้เห็นเด่นชัด ดังนั้นทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มออนไลน์ใดๆ โดยเฉพาะบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ หรือสถาบันการเงินต่างๆ ควรสังเกตชื่อโดเมนในช่อง Address Bar ทุกครั้ง
    5. เสิร์ชอย่างปลอดภัย เพื่อ ความปลอดภัยในการค้นหาข้อมูลบนเว็บไซต์ต่างๆ แนะนำให้ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส หรือโปรแกรมเสริมการทำงานที่มีระบบตรวจสอบความปลอดภยของลิงค์ต่างๆ ในหน้าผลลัพธ์การค้นของเสิร์ชเอ็นจิ้นด้วย โดยหากโปรแกรมเหล่านี้พบว่า ลิงค์ที่ค้นไม่ได้ไม่ปลอดภัยก็จะแสดงไอคอนเตือนให้ทราบทันที ซึ่งหากไม่มี คุณผู้อ่านก็อาจจะคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์อันตรายที่หลอกขอข้อมูลไปจนถึงแฮ คเข้าไปในระบบผ่านช่องโหว่ของบราวเซอร์
    6. ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัยอยู่เสมอ โน้ต บุ๊กคอมพิวเตอร์ของคุณควรได้รับการตั้งพาสเวิร์ดทีแข็งแรง เพื่อป้องกันการแอบใช้ หรือเจาะเข้าไปนำข้อมูลของคุณออกมาโดยง่าย ตลอดจนอัพเดตโปรแกรมระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ การดูแลระบบให้แข็งแรงจะช่วยป้องกันการบุกรุกเข้าไปควบคุม หรือขโมยข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของคุณขณะออนไลน์ได้เป็นอย่างดี หากเป็นไปได้ ไม่ควรให้ยืมคอมพิวเตอร์กับคนแปลกหน้า และหากส่งซ่อมควรถอดฮาร์ดดิสก์ออกก่อน (หากฮาร์ดดิสก์ไม่เสีย) หรือสำรองข้อมูลสำคัญออกมา แล้วลบข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ออกไป
    7. คิดก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องทีเกียวข้องกับข้อมูลส่วนตัว ดังนั้นกฎเหล็กข้อหนึงในการป้องกันการขโมย และแอบอ้างข้อมูลส่วนตัวบนออนไลน์ไปใช้ก็คือ อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เข้ามาในอีเมล์ ลบข้อมูลสำคัญๆ ออกไปจากเครื่องก่อนซ่อม หรือขายออกไป เพราะขโมยไม่ได้มีแค่ในโลกออนไลน์เท่านั้น
    ความจริงยังมีวิธีป้องกันตัวเองอีกมากมาย แต่เชื่อว่า 7 ข้อที่นำเสนอในข่าวนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านพอสมควร สำหรับคุณผู้อ่านท่านใด ทีมีวิธีการป้องกันดีๆ และอยากแชร์ให้ผู้อ่านท่านอื่นๆ ก็คอมเมนต์กันเข้ามาได้เลยนะครับ สังคมออนไลน์จะได้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ด้วยความปรารถนาดีที่มีต่อผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านครับ.

    บทความโจรอินเตอร์เน็ต...

    ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้นทุกวัน เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้จากทุก ๆ สถานที่เพื่อทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง แม้จะได้รับความสะดวกสบายแต่ก็ต้องเสี่ยงกับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญออกไปโดย ที่ไม่ได้ตั้งใจ และอาจไม่รุ้ตัว
    วันนี้ผมมีตัวอย่างการโจมตีเครื่องของคุณผ่านระบบเครือข่ายแบบต่าง ๆ และการหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
    - Packet Sniffers
    คือ การที่แฮกเกอร์ใช้กับดักจับแพ็กเก็ตที่วิ่งอยู่ในเครือข่ายเพื่อดัก ข้อมูลสำคัญ เช่นพาสส์เวิร์ค รหัสบัตรเครดิตเป็นต้น การหลีกเลี่ยงการโดนดักข้อมูลทำได้หลายวิธี เช่นเพิ่ม Authentication ให้มากขึ้นใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ช่วยป้องกันใช้เข้ารหัส (Cryptography)
    - IP Spoofing
    เป็น วิธีการที่แฮกเกอร์จะปลอมตัวเสมือนว่าเป็นผู้ใช้งานปกติแล้วตั้งเครือ ข่ายเพื่อเป็นฐานในการโจมตีแบบอื่น ๆ ต่อไป วิธีหลีกเลี่ยงคือต้องกำหนด Access Control ให้รัดกุมขึ้นก็จะช่วยได้
    - Denial-of-Service (Dos)
    ถือ ได้ว่าเป็นการโจมตีที่คลาสสิคที่สุด เนื่องจากความง่ายในการโจมตี ความเสียหายที่รุนแรง มีหลายวิธีมากเช่น Ping of Death , TCP SYN Flood ,TFN,Trinoo,Trinoo,Trinty ,Stacheldraht ซึ่งลักษณะการโจมตีแบบ Dos นั้นไม่ได้มุ่งหวังที่จะเจอะระบบเพื่อขโมยข้อมุล แต่มุ่งหวังจะทำให้บริการใด ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายนั้น ๆ ไม่สามารถให้บริการได้ต่อไป ซึ่งสามารถทำได้โดยการเรียกใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์นั้นให้หมดไป ก็จะสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เราสามารถลดโอกาสการโจมตีแบบนี้ได้ด้วยการตั้งค่าไฟร์วอลล์
    - Brute-Force Attack
    เป็น วิธีที่แฮกเกอร์ใช้ซอฟต์แวร์ทำการสุ่มหาพาสส์เวิร์ดของผู้ใช้ และเข้าไปสร้าง Back Door เอาไว้เพื่อเจอะระบบในครั้งต่อไป วิธีการป้องกันทำได้โดยการตั้ง พาสส์เวิร์ดให้ยากต่อการคาดเดา และหมั่นเปลี่ยน พาสส์เวิร์ด บ่อย ๆ
    - การโจมตีแบบอื่น ๆ
    นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีในระดับแอพลิเคชั่น ซึ่งเป็นการหาช่องโหว่ของ แอพลิเคชั่นนั้น ๆ เพื่อเข้าโจมตีระบบ วิธีแก้ไขคือหมั่นติดตั้ง Patch ให้กับแอพลิเคชั่นอย่างสม่ำเสมอ
    ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างบาง ส่วนหากต้องการความปลอดภัยจริง ๆ ก็คงจะต้องร่วมมือร่วมใจป้องกันอย่างต่อเนื่อง และหลีกเลี่ยงความเสียหายอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้คุณก็ย่อมสบายใจได้มากกว่าเดิมหลายเท่าแล้วปัจจุบันอินเตอร์ เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้นทุกวัน เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้จากทุก ๆ สถานที่เพื่อทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง แม้จะได้รับความสะดวกสบายแต่ก็ต้องเสี่ยงกับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญออกไปโดย ที่ไม่ได้ตั้งใจ และอาจไม่รุ้ตัว
    วันนี้ผมมีตัวอย่างการโจมตีเครื่องของคุณผ่านระบบเครือข่ายแบบต่าง ๆ และการหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
    - Packet Sniffers
    คือ การที่แฮกเกอร์ใช้กับดักจับแพ็กเก็ตที่วิ่งอยู่ในเครือข่ายเพื่อดัก ข้อมูลสำคัญ เช่นพาสส์เวิร์ค รหัสบัตรเครดิตเป็นต้น การหลีกเลี่ยงการโดนดักข้อมูลทำได้หลายวิธี เช่นเพิ่ม Authentication ให้มากขึ้นใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ช่วยป้องกันใช้เข้ารหัส (Cryptography)
    - IP Spoofing
    เป็น วิธีการที่แฮกเกอร์จะปลอมตัวเสมือนว่าเป็นผู้ใช้งานปกติแล้วตั้งเครือ ข่ายเพื่อเป็นฐานในการโจมตีแบบอื่น ๆ ต่อไป วิธีหลีกเลี่ยงคือต้องกำหนด Access Control ให้รัดกุมขึ้นก็จะช่วยได้
    - Denial-of-Service (Dos)
    ถือ ได้ว่าเป็นการโจมตีที่คลาสสิคที่สุด เนื่องจากความง่ายในการโจมตี ความเสียหายที่รุนแรง มีหลายวิธีมากเช่น Ping of Death , TCP SYN Flood ,TFN,Trinoo,Trinoo,Trinty ,Stacheldraht ซึ่งลักษณะการโจมตีแบบ Dos นั้นไม่ได้มุ่งหวังที่จะเจอะระบบเพื่อขโมยข้อมุล แต่มุ่งหวังจะทำให้บริการใด ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายนั้น ๆ ไม่สามารถให้บริการได้ต่อไป ซึ่งสามารถทำได้โดยการเรียกใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์นั้นให้หมดไป ก็จะสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เราสามารถลดโอกาสการโจมตีแบบนี้ได้ด้วยการตั้งค่าไฟร์วอลล์
    - Brute-Force Attack
    เป็น วิธีที่แฮกเกอร์ใช้ซอฟต์แวร์ทำการสุ่มหาพาสส์เวิร์ดของผู้ใช้ และเข้าไปสร้าง Back Door เอาไว้เพื่อเจอะระบบในครั้งต่อไป วิธีการป้องกันทำได้โดยการตั้ง พาสส์เวิร์ดให้ยากต่อการคาดเดา และหมั่นเปลี่ยน พาสส์เวิร์ด บ่อย ๆ
    - การโจมตีแบบอื่น ๆ
    นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีในระดับแอพลิเคชั่น ซึ่งเป็นการหาช่องโหว่ของ แอพลิเคชั่นนั้น ๆ เพื่อเข้าโจมตีระบบ วิธีแก้ไขคือหมั่นติดตั้ง Patch ให้กับแอพลิเคชั่นอย่างสม่ำเสมอ
    ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างบาง ส่วนหากต้องการความปลอดภัยจริง ๆ ก็คงจะต้องร่วมมือร่วมใจป้องกันอย่างต่อเนื่อง และหลีกเลี่ยงความเสียหายอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้คุณก็ย่อมสบายใจได้มากกว่าเดิมหลายเท่าแล้วปัจจุบันอินเตอร์ เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้นทุกวัน เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้จากทุก ๆ สถานที่เพื่อทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง แม้จะได้รับความสะดวกสบายแต่ก็ต้องเสี่ยงกับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญออกไปโดย ที่ไม่ได้ตั้งใจ และอาจไม่รุ้ตัว
    วันนี้ผมมีตัวอย่างการโจมตีเครื่องของคุณผ่านระบบเครือข่ายแบบต่าง ๆ และการหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
    - Packet Sniffers
    คือ การที่แฮกเกอร์ใช้กับดักจับแพ็กเก็ตที่วิ่งอยู่ในเครือข่ายเพื่อดัก ข้อมูลสำคัญ เช่นพาสส์เวิร์ค รหัสบัตรเครดิตเป็นต้น การหลีกเลี่ยงการโดนดักข้อมูลทำได้หลายวิธี เช่นเพิ่ม Authentication ให้มากขึ้นใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ช่วยป้องกันใช้เข้ารหัส (Cryptography)
    - IP Spoofing
    เป็น วิธีการที่แฮกเกอร์จะปลอมตัวเสมือนว่าเป็นผู้ใช้งานปกติแล้วตั้งเครือ ข่ายเพื่อเป็นฐานในการโจมตีแบบอื่น ๆ ต่อไป วิธีหลีกเลี่ยงคือต้องกำหนด Access Control ให้รัดกุมขึ้นก็จะช่วยได้
    - Denial-of-Service (Dos)
    ถือ ได้ว่าเป็นการโจมตีที่คลาสสิคที่สุด เนื่องจากความง่ายในการโจมตี ความเสียหายที่รุนแรง มีหลายวิธีมากเช่น Ping of Death , TCP SYN Flood ,TFN,Trinoo,Trinoo,Trinty ,Stacheldraht ซึ่งลักษณะการโจมตีแบบ Dos นั้นไม่ได้มุ่งหวังที่จะเจอะระบบเพื่อขโมยข้อมุล แต่มุ่งหวังจะทำให้บริการใด ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายนั้น ๆ ไม่สามารถให้บริการได้ต่อไป ซึ่งสามารถทำได้โดยการเรียกใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์นั้นให้หมดไป ก็จะสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เราสามารถลดโอกาสการโจมตีแบบนี้ได้ด้วยการตั้งค่าไฟร์วอลล์
    - Brute-Force Attack
    เป็น วิธีที่แฮกเกอร์ใช้ซอฟต์แวร์ทำการสุ่มหาพาสส์เวิร์ดของผู้ใช้ และเข้าไปสร้าง Back Door เอาไว้เพื่อเจอะระบบในครั้งต่อไป วิธีการป้องกันทำได้โดยการตั้ง พาสส์เวิร์ดให้ยากต่อการคาดเดา และหมั่นเปลี่ยน พาสส์เวิร์ด บ่อย ๆ
    - การโจมตีแบบอื่น ๆ
    นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีในระดับแอพลิเคชั่น ซึ่งเป็นการหาช่องโหว่ของ แอพลิเคชั่นนั้น ๆ เพื่อเข้าโจมตีระบบ วิธีแก้ไขคือหมั่นติดตั้ง Patch ให้กับแอพลิเคชั่นอย่างสม่ำเสมอ
    ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างบาง ส่วนหากต้องการความปลอดภัยจริง ๆ ก็คงจะต้องร่วมมือร่วมใจป้องกันอย่างต่อเนื่อง และหลีกเลี่ยงความเสียหายอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้คุณก็ย่อมสบายใจได้มากกว่าเดิมหลายเท่าแล้ว

    5 วิธีที่นิยมใช้ป้องกันตัวเอง จากฟิชชิ่ง

    5 วิธีที่นิยมใช้ป้องกันตัวเอง จากฟิชชิ่ง และข้อความอี-เมลหลอกลวง

              ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ประกาศแจ้งเตือนอี-เมลหลอกลวงให้หลงเชื่อว่าไมโครซอฟท์จะมอบเงินแก่ผู้ที่ ส่งอี-เมลจากไมโครซอฟท์ต่อให้เพื่อน เนื้อหาว่า "บริษัท ไมโครซอฟท์ ทำการสำรวจการตลาดผู้ที่ใช้ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตของไมโครซอฟท์ โดยแจกเงินให้กับผู้ส่งอี-เมลต่อไปให้เพื่อน" อย่างแพร่หลายต่อๆ กันไป

              ซึ่งอาจสร้าง ความเข้าใจผิดแก่ผู้ได้รับ อี-เมล ซึ่งไมโครซอฟต์ไม่มีนโยบายในการสำรวจข้อมูลหรือมอบเงินในลักษณะดังกล่าว แก่ผู้ใช้งานซอฟต์แวร์โซลูชั่นหรือโปรแกรมใดๆ หากผู้ใดได้รับอี-เมลนี้อย่าหลงเชื่อ หรือส่งต่อให้เพื่อนโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงหรือเสี่ยงต่อระบบรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ คำเตือนในการระมัดระวังฟิชชิ่ง และข้อความอี-เมลหลอกลวงพึงปฏิบัติเบื้องต้น

              ควรระมัดระวังอี-เมลที่ถามข้อมูลส่วนบุคคลของเรา ที่ถามชื่อ วันเกิด หมายเลขประกันสังคม ชื่อผู้ใช้-รหัสผ่านอี-เมล หรือข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอื่นใดๆ ให้ถือเป็นการหลอกลวงเกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าอี-เมลนั้นจะส่งมาจากผู้ใดก็ตาม

              หากมีเหตุผล ใดๆ ที่เชื่อได้ว่าอี-เมลดังกล่าวอาจถูกต้องตามกฎหมาย โปรดอย่าตอบกลับอี-เมลนั้น หรือคลิกไฮเปอร์ลิงค์ใดๆ แต่ให้ใช้การคัดลอกและวาง URL ของเว็บหรือเข้าไปที่เว็บไซต์ของบริษัทเพื่อสอบถามข้อมูลแทน โดยเราควรติดต่อผ่านช่องทางการสนับสนุนของบริษัทเพื่อยืนยันความถูกต้องตาม กฎหมาย

              ควรอ่านอี-เมลที่น่าสงสัยอย่างละเอียด อี-เมลที่ใช้คำไม่ถูกต้อง มีการพิมพ์ผิด หรือมีประโยค เช่น "นี่ไม่ใช่เรื่องตลก" หรือ "โปรดส่งต่อข้อความนี้ไปให้เพื่อนของคุณ" โดยทั่วไปจะถือว่าเป็นอี-เมลหลอกลวง บางครั้งชื่อบริษัทหรือแบรนด์อาจสะกดผิดหรือไม่ถูกต้อง เช่น ใช้คำว่า Windows Hotmail (แทนการใช้ Windows Live Hotmail)

              ควรเก็บรักษารหัสอี-เมลให้ดี กำหนดรหัสผ่านที่ไม่สามารถเดาได้ ใช้อักขระมากกว่า 7 ตัว และมีการใช้อักขระตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก ตัวเลข และอักขระพิเศษ เช่น สัญลักษณ์ @ หรือ # ผสมกัน และควรเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ

              หาก ได้รับการแจ้งเตือนจากฝ่ายบริการลูกค้า Microsoft ซึ่งขอยืนยันคำขอของคุณในการเปลี่ยนรหัสผ่าน ดังที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และคุณยังไม่ได้เปลี่ยนรหัสผ่านของคุณ แสดงว่ามีผู้กำลังพยายามเข้าใช้บัญชี Hotmail ควรเปลี่ยนรหัสผ่านทันที โดยเข้าไปที่ http://account.live.com หรือใน Hotmail คลิกตัวเลือก และคลิกดูและแก้ไข ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ คุณจะได้รับพร้อมท์ให้ลงชื่อเข้าสู่ระบบอีกครั้ง เมื่อคุณดำเนินการ ให้มองหา "ข้อมูลการตั้งค่ารหัสผ่านใหม่" ใต้ชื่อของคุณที่ด้านบน เปลี่ยนทั้งรหัสผ่านและคำถามเฉพาะ/คำตอบเฉพาะของคุณ เนื่องจากข้อมูลทั้งสองอาจถูกเปิดเผย

              การดำเนินการ หากคิดว่ามีผู้เข้าอี-เมล และลงชื่อ ID ดูไม่น่าไว้ใจ หรือได้รับอี-เมลน่าสงสัยซึ่งพยายามจะขอยืนยันการเปลี่ยนรหัสผ่านที่คุณไม่ ได้อนุญาต ให้เปลี่ยนรหัสผ่านตัวเองทันที

              อีกทั้งให้ความร่วมมือในการแจ้งการหลอกลวงใหม่ หากใช้ Hotmail ก็สามารถเลือกรายการแบบหล่นลงที่อยู่ข้างๆ "อีเมลขยะ" แล้วเลือก "รายงานการหลอกลวงฟิชชิ่ง" อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญโปรดอย่าตอบกลับผู้ส่ง

    วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ IE9

    มาทำความรู้จัก Internet Explorer 9

    เวอร์ชั่นถัดไปของ Internet Explorer 8 ซึ่ง ณ วันนี้ ธันวาคม 2510 ยังอยู่ในขั้นทดสอบอยู่ (Beta Version) แต่สามารถ download ไปใช้งานได้แล้ว แต่สำหรับผู้ใช้งานอย่างเราๆ ก็คงต้องเตรียมตัว และศึกษาการใข้งานกันสักนิด เพราะยังไงก็ตาม เราก็คงยังจำเป็นต้องใช้ Internet Explorer 9 นี้อย่างแน่นอน

    เรื่องไม่ลับของ Internet Explorer 9

    1. ความต้องการระบบ ของ IE9
      ต้องเป็น Windows ขั้นต่อ คือ Windows Vista SP2 หรือ Windows 7 ขึ้นไป
    2. วิธีพิมพ์หน้าเว็บบน IE9
      ถ้าหาปุ่ม Print ไม่เจอ แนะนำให้กดปุ่ม Ctrl + P แทนจะดีกว่า รับรอง พิมพ์ได้ทุกหน้าที่ต้องการ
    3. Status Bar หายไป
      เพื่อให้หน้าจอมีพื้นที่การแสดงที่เพิ่มขึ้น IE9 จึงได้ซ่อน Status Bar ไว้เป็นการชั่วคราว แต่ถ้าคุณต้องการให้แสดง Status Bar เมื่อเดิม ให้ กดปุ่ม Alt จากนั้นคลิกเมนู View เลือก Toolbars และเลือกหัวข้อ Status Bar
    4. ปุ่ม E-mail หายใน IE9
      สำหรับ Internet Explorer 9 ได้ยกเลิกการแสดง E-mail เป็นการชั่วคราว แต่ถ้าเราต้องการให้แสดงเหมือนเดิม ให้กดปุ่ม Alt จากนั้นคลิกเมนู View เลือกหัวข้อ Toolbar และเลือกคำสั่ง Command Bar
    5. อยากส่งปัญหาของ IE9 ไปยัง Microsoft
      โดยปกติ เราคงได้พบหน้าต่าง Send Feedback เวลา IE มีปัญหา หรือ hangs แต่สำหรับ IE9 ถ้าเราต้องการแจ้งปัญหาไปยัง Microsoft เราสามารถทำได้อีกวิธีด้วยการกดปุ่ม Alt + X  จากนั้นบน เมนู Tools เลือก Send Feedback ได้เลย
    ทิป เล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่สนใจทดสอบ Internet Explorer น่ะครับ  หวังว่าคงช่วยแก้ปัญหาส่วนหนึ่งของคุณได้บ้าง..

    ขอบคุณที่มา : http://www.it-guides.com/index.php/tips-a-techniques/internet-email-tips/1597-internet-explorer-9

    7 เทคนิคใช้โซเชียลมีเดีย

    พออ่านข้อความนี้แล้วลองคิดตาม ว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ความสุขลดลงจริงหรือไม่ หลายครั้งผมเองก็หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือสื่อสารต่างๆ ในยามพักผ่อน ลองนึกดูว่า คนที่ต้องเกาะติดอยู่กับโซเชียลมีเดีย ตลอดจะมีความสุขได้อย่างไร มีเทคนิคดังนี้
    1. ใช้โซเชียลมีเดียให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตน เว็บโซเชียลมีเดียที่ มีกันอยู่หลากหลายนั้น ต่างมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น เฟซบุ๊ค สามารถสื่อสารได้ทั้งตัวอักษรและรูปภาพ หรือบริการบล็อกสั้นอย่างทวิตเตอร์นั้น ใส่ได้เฉพาะตัวอักษร หากมองกันดีๆ ทวิตเตอร์ ไม่สูบพลังงานมากเท่าเฟซบุ๊ค
    2. ใช้ช่วยเหลือผู้อื่น ลองใช้ความสามารถ ความรู้ หรือประสบการณ์ของคุณที่มีอยู่ นำไปตอบคำถามของเพื่อนๆ หรือบางครั้งตอบให้กับคนที่ไม่รู้จักบ้าง ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะทำให้รู้สึก ว่า สามารถช่วยเหลือคนอื่นในเรื่องที่ตนเองถนัด บางครั้งอาจไม่ใช่แค่การตอบคำถาม แต่เป็นการช่วยบอกต่อ เท่ากับช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือมากขึ้น
    3. ใช้สอบถามความคิดเห็น ที่ตัดสินใจไม่ถูกว่า จะเลือกทางไหนดี ให้ลองเขียนลงบนเฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ ถามไปในโซเชียลเน็ตเวิร์คเหล่านั้น บางครั้งก็จะได้คำตอบที่ดีเกินคาด
    4. ใช้ระบบส่งข้อความแบบส่วนตัวเพื่อสื่อสารเรื่องธุรกิจ ลองหันมาใช้ direct message ในทวิตเตอร์ หรือส่งข้อความส่วนตัวไปในเฟซบุ๊ค บางทีเพื่อนๆ หรือคนที่ติดตามอ่านเฟซบุ๊คของคุณอยู่ อาจอยากรู้ว่าคุณทำธุรกิจอะไร ที่ไหน บางครั้งเขาอาจกำลังมองหาคู่ค้าที่คุณถนัดอยู่พอดี หรือหากติดต่อสื่อสารกันไปได้จนสนิทสนม อาจสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจได้
    5. ใช้เพื่อให้มีเพื่อนคอยปรึกษา หลายครั้งที่เราเกิดความเครียดจากการทำงาน หรือเรียน อาจใช้ทวิตเตอร์หาเพื่อนคุย ต้องระวังว่าอย่าเผลอไปใช้ข้อความที่หยาบคายหรือฟังดูแรงนะครับ เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะย้อนมาทำร้ายตัวเราได้ในอนาคต เช่น ตอนสมัครงาน เดี๋ยวนี้บางบริษัทมีการแอบไปอ่านเฟซบุ๊คของคนมาสัมภาษณ์ก่อนล่วงหน้า ทั้งนี้ เพื่อเรียนรู้ตัวตนของผู้สมัครที่บางครั้งอาจไม่สามารถสอบถามได้หมดในระยะ เวลาสัมภาษณ์นัดไว้ เป็นต้น
    6. ใช้เพื่อหาเพื่อนใหม่ ผมต้องสารภาพก่อนเลยว่าผมได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ หลายคนผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเพื่อนเหล่านี้ก็สนใจในเรื่องราวที่ผมสนใจเช่นกัน การพบเจอเพื่อนใหม่ ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องออกไปพบเจอกันตามสถานที่ต่างๆ เสมอไป แต่บางทีการรู้จักการผ่านรูปภาพและตัวอักษร ก็ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ง่ายขึ้น มากขึ้น โดยไม่รู้ตัวเชียวครับ
    7. ใช้เพื่อหาข้อมูลความรู้ใหม่ ผมมักจะใช้ฟังก์ชันบุ๊คมาร์ค หรือ Add Favorite ของทวิตเตอร์อยู่บ่อยๆ เพราะเมื่อเราพบเห็นข้อความที่ดีๆ หรือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ผมก็จะรีบบุ๊คมาร์คเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยมาอ่านในภายหลังหากในขณะนั้นเรายังไม่ว่าง ซึ่งผมได้ข้อมูลในการทำงานหลายครั้งจากความพยายามที่จะ Add Favorite ข้อความที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา
    ลองนำไปใช้กันดูนะครับ หวังว่าเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้ทุกท่านสามารถใช้งานโซเชียลมีเดียอย่าง มีความสุขตลอดปี 2554 และต้องขอขอบคุณภาพประกอบโดย FasTake ด้วยครับ สุดท้ายนี้ ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่กับท่านผู้อ่าน แม้ว่าจะได้มาสวัสดีช้าไปเกือบหนึ่งสัปดาห์ก็ตาม
    ขอบคุณที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

    วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    ประโยชน์ที่ได้จากอินเตอร์เน็ต

    ประโยชน์ของเว็บเพจ
               เว็บเพจเป็นการรวบรวมข้อมูล รูปภาพ และเนื้อหาด้านมัลติมีเดียโดยส่วนใหญ่จะสร้างจากภาษา HTML เมื่อเว็บบราวเซอร์เปิดดูเว็บเพจ มันจะทำการโหลดข้อมูลของเว็บเพจที่เขียนด้วยภาษา HTML นั้น และแสดงข้อมูลตามที่กำหนด การสร้างเว็บเพจเพื่อเผยแพร่ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตมีประโยชน์ดังนี้
    1. สร้างโฮมเพจที่มีข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้คนทั้งโลกรู้จัก
    2. สร้างเว็บเพจขององค์กรเพื่อประชาสัมพันธ์ขายสินค้าและบริการ
    3. สร้างเว็บเพจเพื่อให้ความรู้แก่คนทั่วไป
    4. สร้างเว็บเพจเพื่อกระจายข่าวสารขององค์กร ที่เปิดดูได้ทุกเวลา
    5. สร้างฐานข้อมูลที่เป็นเหมือนห้องสมุดที่สามารถค้นคว้าข้อมูลที่ต้องการได้
    ข้อคิดก่อนการว่างแผนการสร้างเว็บเพจ
           การสร้างเว็บเพจหรือเว็บไซต์ไม่ต่างจากการออกแบบสื่ออื่นๆ จะแตกต่างกันตรงที่ เว็บเพจสามารถทำงานลักษณะของการปฏิสัมพันธ์เท่านั้นแนวทางที่จะช่วยให้การมี เว็บที่สร้างขึ้นมีประโยชน์ และน่าสนใจมากแก่ผู้ที่มาเยี่ยมเยือน มีดังนี้
    1. ตั้งจุดประสงค์ โดยถามตนเองก่อนว่าสร้างเว็บเพจเพื่ออะไรเพื่อเป็นการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนของงานที่สร้างขึ้น
    2. อย่าใช้เวลาในการออกแบบมากเกินไป การออกแบบเว็บเพจไม่เหมือน การออกแบบสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น ผู้สร้างไม่สามารถควบคุมภาพที่ปรากฏออกทางหน้าจอมอร์นิเตอร์ของผู้ชมหรือคาด คะเนสิ่งที่แต่ละคนจะได้พบ เช่น โมเด็มและความเร็วในการเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่าย การกำหนดแบบและขนาดตัวอักษรและสภาพแวดล้อมต่างๆ ภายในบราวเซอร์
    3. ใส่เนื้อหาที่ดีและน่าสนใจลงในหน้าแรก ทั้งนี้เนื่องจากคนที่แวะเยี่ยมเว็บไซต์ ก็เหมือนเห็นปกหนังสือครั้งแรก ย่อมจะสนใจในสิ่งที่มองเห็นครั้งแรก
    4. คำนึงถึงเวลาในการเข้าถึงเว็บไซต์ การเข้าถึงเว็บหรือการดาวน์โหลดข้อมูล ที่ต้องการขึ้นอยู่กับข้อมูลที่บรรจุในเว็บ การใส่กราฟิกลงในเว็บมาเกินไปเป็นการเสียเวลาในการเข้าถึงข้อมูล
    5. การรู้จักกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มประชากร ประชากรส่วนใหญ่ที่ใช้เว็บ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นเจ้าของภาษา หรือใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง
    6. เลือกใช้ข้อความที่สั้นและกระชับ การบอกเล่าข้อความที่สั้นกระชับถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งช่วยให้เกิดความน่า สนใจชวนอ่าน ง่ายต่อการจดจำ
    7. หาสิ่งใหม่ๆ บรรจุลงไปในเว็บไซต์ที่เราชื่นชอบการลองเข้าไปค้นหาและสำรวจดูตามเว็บไซต์ ที่เราชื่นชอบ หรือเว็บไซต์ที่มีจุดประสงค์เดียวกับของเรา ดูว่ามีอะไรใหม่ น่าสนใจอะไรบ้างสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเว็บไซต์ของเราได้หรือไม่
    8. กำหนดขอบเขตและวิธีการประเมินความสำเร็จไว้ในการสร้างข้อมูลข่าวสารเบื้อง ต้นชัดเจน ประเภทของผู้อ่าน จำนวนผู้ที่แวะเข้ามาในเว็บไซต์หรืออาจจะดูจำนวนส่ง E-mail หรือการโทรศัพท์เข้ามา

    การออกแบบและการสร้างสื่อด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ

               การออกแบบและการสร้างสื่อด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ ถือเป็นหน้าที่สำคัญของทุกๆ คน เพราะต่างต้องเกี่ยวกับกระบวนการสื่อสาร และใช้เป็นประจำวัน ทุกคนต้องสร้างช่องทาง เพื่อที่จะสื่อสารสารสนเทศไปยังกลุ่มเป้าหมายให้เกิดผลที่รวดเร็วตามต้องการ สื่อที่มีประสิทธิภาพและสามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้ดีเยี่ยมในยุดนี้ คือคอมพิวเตอร์ซึ่งมีให้เลือกใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น การนำเสนอ โปรแกรมนำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้มัลติมีเดีย ในการนำเสนอเรื่องเนื้อหาที่มีการสัมพันธ์กับผู้ใช้ และการสร้างเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ความรู้ หรือมีจุดประสงค์อื่นสำหรับผู้เข้ามาเยี่ยมชม
    การออกแบบเว็บไซต์หนึ่งๆ คล้ายกับการสร้างเอกสารหรือหนังสือหนึ่งเล่ม คือ มีปกหนังสือของเว็บไซต์และมีเนื้อหาของหนังสือแบ่งเป็นหน้าเปรียบได้กับหน้า อื่นๆ ของเว็บไซต์นั่นเอง การสร้างเว็บไซต์ให้น่าสนใจชี้ชวนให้ผู้ที่เข้าไปศึกษาแล้วแวะเวียนมาอีก นอกจากมีเนื้อหาสาระดีแล้วจะต้องออกแบบให้ตรงกันกับความต้องการของผู้ชม เช่น สวยงาม ง่ายต่อการเข้าหาเนื้อหา การสร้างเว็บไซต์และเว็บเพจให้มีประโยชน์และน่าสนใจควรมีขั้นตอนการออกแบบ 4 ขั้นตอน ได้แก่
            1. การวิเคราะห์งาน การสร้างเว็บไซต์หนึ่งๆ ผู้สร้างต้องนึกถึงผู้ดูก่อนว่าเป็นกลุ่มใด เนื้อหาสาระอะไร ผู้สร้างจะต้องรู้จักการวิเคราะห์ว่าใครคือผู้ดู เรื่องอะไร ใช้สื่อแบบใด รวมทั้งให้เกิดผลอย่างไร ในขั้นตอนนี้ผู้สร้างจะต้องรู้จักการวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่จะนำมาสร้าง เว็บไซต์หนึ่งๆ นั้นจะแบ่งเป็นหน่วยย่อยต่างๆ ได้เท่าใด จึงครอบคลุมเนื้อหาตามจุดประสงค์ที่กำหนด
            2. การออกแบบ ขั้นตอนการออกแบบจะต้องสามารถแปลมโนทัศน์หลักการในแต่ละเรื่องหรือเนื้อหา ย่อยให้เป็นภาพให้ได้ เพราะการรับรู้เรื่องราวต่างๆ ทางสายตานั้นผู้เรียนจะรับรู้ได้มากที่สุด เปรียบเสมือนการสร้างถนนสิบเลนให้ผู้ดูขับรถผ่าน
            3. การพัฒนาเว็บไซต์และเว็บเพจ เป็นการดำเนินการสร้างตามแผนที่ได้กำหนดไว้ ในสคริปต์ ถ้าผู้ออกแบบได้ออกแบบเว็บหน้าต่างๆ ไว้ชัดเจนการพัฒนาก็สะดวกและง่าย ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องลงมือผลิตเองต้องมีคำอธิบายต่างๆ มากมาย จึงจะทำให้งานตรงตามเป้าหมายที่ต้องการ การลงมือสร้างเว็บเพจจะต้องอาศัยทักษะด้านการออกแบบ เช่น การสร้างตัวอักษร การเขียนและ การเลือกภาพ
            4. การปรับปรุงและแก้ไข เว็บไซต์ที่ได้ออกแบบมาอย่างดีไม่ได้หมายความว่าจะดีดังที่ใจผู้สร้างคิด เพราะผู้ที่สร้างเว็บไซต์นั้นดีหรือไม่ดีนั้นก็คือชมนั้นเอง ดังนั้น เมื่อสร้างเสร็จแล้วต้องนำไปทดลองใช้ และการปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ชมในขั้น การปรับปรุงแก้ไขนี้ ผู้ออกแบบเว็บไซต์หรือเว็บเพจจะสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ทุกขั้นตอนที่ผ่านมา ตั้งแต่การวิเคราะห์ การออกแบบและการพัฒนา เพื่อที่จะให้เว็บที่สร้างขึ้นทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ชม
    ปฏิบัติการสร้างสื่อสารสนเทศสองรูปแบบ
               การสร้างสารสนเทศหรือสื่อด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศมีลักษณะเป็นการนำเสนอ (Presentation) ซึ่งอาจจะใช้ห้องที่จัดไว้โดยเฉพาะโดยผ่านอุปกรณ์ เช่น เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องรับโทรทัศน์ หรือฉายด้วยเครื่องฉาย ส่วนอีกประเภท ได้แก่ การสร้างสารสนเทศและนำไปเสนอผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อินเตอร์เน็ต หรืออินทราเน็ต สำหรับเทคนิคการสร้างมีความแตกต่างกันเล็กน้อย

    อินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน

              ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราแล้ว เราสามารถทราบข่าวสารเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตได้จากหนังสือพิมพ์ วารสาร รายการวิทยุ และจากแหล่งข่าวสารมากมายทั่งทุกมุมโลก ทุกวันนี้มีหนังสือเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตให้เราทำความรู้จักและศึกษาเพิ่ม เติม หนังสือพิมพ์ต่างๆ ซึ่งไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็ยังลงบทความเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต จึงทำให้เราเข้าใจเรื่องราวของอินเตอร์เน็ตและใช้งานจากอินเตอร์เน็ตมากขึ้น นอกจากนี้แล้วยังมีการเปิดสอนเป็นหลักสูตรในระดับปริญญาโทบนอินเตอร์เน็ต จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ สำหรับในประเทศไทยมีการจัดการเรียนการสอนเป็นบางรายวิชา เช่น การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยเสมือนของนิสิตปริญญาโทโสตทัศนศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น
               ทุกวันนี้มีการสร้างโปรแกรมประยุกต์ใช้งานบนอินเตอร์เน็ตมากมาย มีสถานีให้บริการเว็บ เกิดขึ้นทั่วโลก ในแต่ละวันมีสถานีใหม่ๆ เกิดขึ้นให้เราเข้าไปใช้งาน จำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนต่างพยายามขวนขวายหาทางให้ตนเองมีหมายเลข บัญชีบนอินเตอร์เน็ต (Internet Account) หรือเป็นสาขาย่อย (Node) ของศูนย์บริการอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider, ISP) เพื่อบริการแก่เจ้าหน้าที่ พนักงานใหม่ในหน่วยงานของตน
    อันตรายจากอินเตอร์เน็ต
               ประเทศไทยมีการนำระบบอินเตอร์มาใช้หลายปี ส่วนใหญ่เป็นการใช้งานภายในหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา ต่อมามีการนำเอามาใช้ในเชิงธุรกิจสำหรับบุคคลทั่วไป ในปี พ.ศ. 2537 แต่ไม่ได้รับความนิยม สำหรับปี พ.ศ. 2539 แตกต่างกันออกไป ผลจากการที่มีข่าวปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีการนำภาพดารามาตกแต่งเป็นภาพ โป๊เปลือย แล้วนำไปแจกจ่ายบนอินเตอร์เน็ต กระแสความสนใจเกิดขึ้น ผู้คนทั่วไปเริ่มหันมาสนใจกับอินเตอร์มากขึ้นทุกที
    อันตรายของอินเตอร์ เน็ตที่พบเห็นได้เด่นชัดที่สุดน่าจะเป็นการใช้อินเตอร์เน็ต ผิดประเภทผิดวัตถุประสงค์ และใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ตเพื่อกล่าวหาและโจมตีคู่แข่ง เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่สามารถกระจายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
    แต่อย่างไรอันตรายที่เกิดจากอินเตอร์เน็ตก็นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่เราจะได้รับWorld Wide Web,                   Web Pages, Web Site และ HTML ใน การบริการอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น E – mail, FTP เป็นบริการที่ได้กว้างขวางและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บริการ www จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ เข้าไปดูเอกสารซึ่งจะมีทั้งมีทั้งภาพและเสียง หรือภาพยนตร์ประกอบด้วยได้เอกสาร ที่เราเปิดดูใน World Wide Web เรียกว่า เว็บเพจ (Web Pages) เรียกสั้นๆว่า เว็บ (Web) สร้างขึ้นจากภาษาคอมพิวเตอร์ที่เรียกชื่อว่า HTML (HyperText markup Language) ภาษา HTML จะกำหนดรูปแบบหน้าตาของเอกสารเว็บที่ปรากฏบนหน้าจอ และเชื่อมต่อกับเว็บเพจกับข้อมูลอื่นๆ
               เอกสารแต่ละหน้ามีการเชื่อมต่อถึง กันในลักษณะที่เราสามารถเรียกดูเอกสารหนึ่งจากเอกสารฉบับอื่นได้ โดยในเว็บเพจจะมี Link เป็นคุณสมบัติที่ทำให้เว็บเพจแตกต่างจากเอกสารทั่วไป เพราะผู้อ่านสามารถโต้ตอบกับข้อมูลได้ โดยการคลิกเมาส์ เพื่อเปิดดูข้อมูลในส่วนที่ต้องการ บางคนอาจคิดว่าเว็บเพจมีส่วนคล้ายหน้าหนังสือ แต่ที่จริงแล้วเว็บเพจมีความแตกต่างจากหนังสือโดยทั่วไป เพราะเว็บเพจเป็นสื่อที่สามารถโต้ตอบได้การใช้ Link ทำให้เว็บเพจ แตกต่างจากสิ่งพิมพ์อื่นๆ เพราะผู้ใช้สามารถเลือกดูเฉพาะข้อมูลที่ต้องการ โดยไม่ต้องสนใจข้อมูลมหาศาลในอินเตอร์เน็ต ข้อมูลในเว็บมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ เช่น เว็บตลาดหุ้นจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นอกจากนั้นเว็บยังสามารถแสดงข้อมูลได้มากกว่าตัวอักษรหรือภาพเว็บเพจสามารถ แสดงเสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือภาพยนตร์ได้ แต่ละเว็บไซต์เมื่อพิจารณาดูก็คล้ายๆ หนังสือหนึ่งเล่มซึ่งประกอบด้วยหน้าหนังสือจำนวนมาก หน้าปกหนังสือมีความสำคัญมาก เพราะจะต้องสื่อเนื้อหาหลักของหนังสือในรูปแบบที่สะดุดตา และจูงใจให้คนเปิดอ่านถ้าเปรียบเว็บไซต์เหมือนหนังสือที่ประกอบด้วยเว็บเพจ จำนวนมากโฮมเพจ คือ เว็บเพจหน้าแรกที่มีหน้าที่คล้ายปกหนังสือเมื่อเปิดดูโฮมเพจจะพบคำแนะนำการใช้งาน สรุปสิ่งที่น่าสนใจในเว็บไซต์ไปจนถึงหัวข้อที่เชื่อมต่อไปยังเว็บเพจอื่นๆ

    URL, Web Broser
               การเปิดดูเว็บเพจ จะต้องมีการระบุตำแหน่งที่เก็บเว็บเพจนั้นในอินเตอร์เน็ต เรียกว่า URL หรือ Uniform Resource Locatution ส่วนสำคัญของ URL มีดังนี้
    โปรโตคอล จะแจ้งให้บราวเซอร์ทราบว่าต้องจัดการกับข้อมูลที่พบอย่างไร
    สำหรับเว็บเพจโปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้มีชื่อเรียกว่า HTTP (HyperText Transfer Protocol)
    ชื่อเซิฟเวอร์ จะระบุชื่อของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บเพจ
    บางครั้งส่วนนี้จะถูกเรียกว่า โดเมนเนม (Domain Name)
    เซิฟเวอร์ทุกเครื่องจะมีโดเมนเนมเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร
    ชื่อเซิฟเวอร์อาจระบุแทนด้วยตัวเลขเฉพาะของมัน เช่น
    195.121.237.1 เป็นต้น
               การ ทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมเป็นเครือข่ายในระบบอินเตอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องดูแลเครือข่าย (Server) และเครื่องลูกข่าย (Client) จึงเรียกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกับอินเตอร์เน็ตนี้ว่า Client Server Networkโปรแกรม สำหรับเข้า www เรียกว่า บราวเซอร์ (Web Broser) ปัจจุบันมีบราวเซอร์หลายรายที่ใช้สำหรับเปิดดูเว็บเพจถึงแม้แต่ละตัวมี คุณสมบัติคล้ายกัน แต่ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน เมื่อเปิดบราวเวอร์เพื่อดูเว็บเพจเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้จะทำหน้าที่ เป็นลูกข่าย (Clint) ติดต่อกับเครื่องที่เก็บข้อมูลเว็บเพจที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องดูแลเครือข่าย (Server)
    โปรแกรมบราวเซอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 2 กลุ่ม ได้แก่
               - Internet Explorer ของบริษัทไมโครซอฟท์ ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ของตระกูลไมโครซอฟท์ เช่น Office 97 ได้อีกด้วย
               - Netscape Navigator เป็นบราวเซอร์อีกตัวหนึ่งที่มีผู้ใช้จำนวนมาก เป็นของบริษัท Netscape Communication ซึ่งบราวเซอร์ทั้ง 2 ตัวนี้มีคุณสมบัติคล้ายกัน เราสามารถ download โปรแกรมทั้งสอง (รุ่นทดลองใช้) ได้จากเว็บไซต์ของบริษัททั้งสองเว็บไซต์ (Website) เป็นแหล่งที่รวมของเว็บเพจทั้งหมดที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันของหน่วยงาน หรือองค์กรหนึ่งๆ เมื่อใดที่ใช้โปรแกรมเปิดดูเว็บ (Web Browser Program) บราวเซอร์จะทำการติดต่อกับเว็บไซต์ที่เก็บเว็บเพจนั้น เพื่อทำการโอนย้ายเว็บที่ต้องการมายังเครื่องของผู้ใช้
               Web Server คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บเว็บไซต์ที่ทุกคนสามารถใช้ บราวเซอร์ติดต่อเพื่อขอดูเว็บเพจได้ เว็บเซิฟเวอร์ส่วนใหญ่จะติดต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลาโดยใช้สายส่งความเร็ว สูง เพื่อบริการผู้ที่เชื่อมต่อเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์